ชื่อเดิมที่ไม่ครอบคลุมธุรกิจอีกต่อไป
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทดำเนินกิจการภายใต้ชื่อ Fit Innovation ซึ่งเป็นชื่อที่จำกัดอยู่แค่ภาพของธุรกิจฟิตเนส ขณะที่ธุรกิจจริงได้ขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายมากขึ้น ทั้งวิตามินสำหรับเด็ก แคลเซียมสำหรับผู้สูงอายุ วิตามินละลายน้ำและผงชงดื่ม ไปจนถึงโปรตีนและโภชนาการสำหรับการออกกำลังกาย ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเดิมยังมีความกว้างและเป็นคำทั่วไป จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ยาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นเจ้าของชื่อนี้บนโลกออนไลน์ ดังนั้น โจทย์แรกที่ต้องทำจึงไม่ใช่การออกแบบโลโก้ แต่คือการสร้างชื่อแบรนด์ใหม่
FYTT ยังคงเสียงที่คนคุ้นเคยจากชื่อเดิม แต่เปลี่ยนการสะกดให้กลายเป็นชื่อที่บริษัทสามารถเป็นเจ้าของได้ ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม จดทะเบียนได้ง่าย ใช้เป็นชื่อ Website และ Social Media ได้ครบ และยังอ่านออกเสียงเหมือนเดิมทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ซึ่งเหมาะกับแบรนด์ที่ต้องสื่อสารทั้งกับเภสัชกรในไทยและตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ
ทำยังไงให้แบรนด์เด่น เมื่อชั้นวางอาหารเสริมแน่นจนมองไม่เห็นใคร
เคยสังเกตไหม เดินเข้าโซนอาหารเสริมทีไร เหมือนเจอแฝดคนละฝาเต็มไปหมด กล่องสีฟ้าสไตล์คลินิก ตัวหนังสือวิ้งๆ สะท้อนแสง สรรพคุณอัดแน่นเต็มหน้ากล่อง แล้วก็ปักป้าย “ดีที่สุด” กันทุกแบรนด์
จนถึงจุดที่การชูจุดขายด้วย “ส่วนผสม” ไม่ได้ผลอีกต่อไป… เพราะคู่แข่งทุกเจ้าก็พูดเรื่องเดียวกันหมด
นี่คือโจทย์ใหญ่ของ Fytt Healthy Innovation แบรนด์ที่มีไม้เด็ดอยู่ในมืออย่างประสบการณ์ด้านยาและเภสัชกรรมยาวนานกว่า 30 ปี แต่กลับไม่มี “ระบบงานดีไซน์” ที่ช่วยสื่อสารจุดแข็งนี้ออกมา
สินค้าแต่ละตัวถูกออกแบบแยกกันตามใจชอบ ผลคือภาพรวมแบรนด์ดูแตกกระจายเหมือนแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันสิ่งนี้ทำให้ตัวแทนจำหน่ายนำเสนอสินค้าได้ยาก และลูกค้าเองก็ไม่มีภาพจำของแบรนด์ที่มองเห็นได้จากระยะ 3 เมตร ซึ่งเป็นระยะสำคัญที่สุดบนชั้นวางในร้านขายยา







สุขภาพดี… ที่พร้อมไปกับคุณทุกช่วงชีวิต
พอมาลองกางตลาดดูจริงๆ FYTT ถึงได้เห็น “ช่องว่าง” ที่คนอื่นมองข้าม… ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่แข่งกันชูเรื่อง “กินแล้วเห็นผลไว ฟิตทันใจ” แต่ FYTT มองว่าจุดแข็งจริงๆ คือ “ความต่อเนื่อง” — สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องสุดโต่งที่ต้องพยายามมากๆ แต่เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่ทำได้ทุกวันในชีวิตประจำวัน
จากความคิดนี้ เลยกลายเป็นแนวคิด The Natural Explorer กับ สโลแกน “Wellness that moves with you”
ความน่าสนใจคือ เขาเลิกใช้วิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบเดิมๆ อย่างการมองเป็นเพศหรือช่วงอายุ แต่เปลี่ยนมาจับตาม “ช่วงชีวิต” แทน ทั้งเด็ก คุณแม่ คนทำงาน สายออกกำลังกาย ไปจนถึงวัยเกษียณ — สรุปคือใช้ 1 แบรนด์ ดูแลครอบคลุมทั้ง 5 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต
ลายเซนต์ของแบรนด์ ไม่ใช่แค่โลโก้
แทนที่จะใช้ Logo แข็งๆ สไตล์คลินิกเหมือนแบรนด์ทั่วไป FYTT เลือกลายเส้นลายมือที่มีความโค้งมน มอบความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง เพราะโจทย์คือ “ความน่าเชื่อถือมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ส่วนความเป็นมิตรเข้าถึงง่ายต้องมาจากตัวแบรนด์ ” Logo นี้จึงเปรียบเสมือนลายเซ็นต์กำกับความตั้งใจของมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์ผลิตอาหารเสริมที่ไร้หัวใจ
ระบบดีไซน์ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ โลโก้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ สีเขียวบนพื้นขาว, สีขาวบนพื้นเขียว และแบบสีเดียวทั้งดำและขาว โดยกำหนดระยะห่างรอบโลโก้ให้เท่ากับครึ่งนึงของความสูงตัว “tt” ในโลโก้ วางโลโก้บริเวณมุม โดยมีความสูงเท่ากับ 1/6 ของความสูงพื้นที่ทั้งหมด
ส่วนปลายมนของตัวอักษรในโลโก้ยังถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างระบบกราฟิกทั้งหมดของแบรนด์ต่อไป

สี รูปแบบตัวอักษร และรูปทรง “เม็ดยา” ที่เป็นหัวใจของการ Design
พอมาถึงเรื่องระบบการสื่อสาร ทาง FYTT วางรายละเอียดไว้อย่างมีชั้นเชิง:
รูปแบบตัวอักษร: ใช้ Poppins สำหรับภาษาอังกฤษ (ดูโปร่ง ละมุน และสอดรับกับ Logo) คู่กับ Prompt สำหรับภาษาไทย โดยปรับน้ำหนักและจังหวะของทั้งสองประเภทให้เท่ากัน เพื่อให้จัดวาง 2 ภาษาได้เนียนตาและกลมกลืน
โทนสี: ใช้สีเขียว Verdant Green (Pantone 2421C) กับสีส้ม Pumpkin Orange (Pantone 3564C) เป็นสีหลัก เสริมด้วยอีก 5 สีรองตามกฎ 60/40 (สีหลัก 60% สีรอง 40%) เพื่อให้ภาพรวมดูสดใสแต่ไม่แย่งตากัน
รูปทรงเม็ดยา: นี่คือคีย์หลักที่ดึงมาจากปลายเส้นโค้งของ Logo รูปทรงขอบมนนี้ยืดหดได้ตามการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เน้นคำสำคัญ ป้ายหมวดหมู่ หรือแถบสี เรียกว่าเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ทำงานหนักและสร้างภาพจำได้ยิ่งกว่าตัว Logo เสียอีก
สำหรับ Performance Series มีการปรับรูปแบบให้แตกต่างออกไป โดยใช้การตัดมุมที่คมขึ้นและโทนสีเทาเป็นหลัก เพื่อให้ภาพลักษณ์ดูมีความแข็งแรงและจริงจังมากกว่า









เพียงระบบเดียวแต่คุมอยู่ทั้ง 8 Series
ปัญหาเรื่อง Packaging ที่ดูคนละทิศทาง ถูกแก้ด้วย “กฏเกณฑ์เดียว” คือการแบ่งสัดส่วนกล่องแบบ 3:2 (ฝั่งแบรนด์ 3 ส่วน : ฝั่งฟังก์ชันและรสชาติ 2 ส่วน)
พร้อมวางระบบหน้ากล่องให้หมือนกันทุกตัว:
Logo: ล็อกขนาดไว้ที่ 1/6 ของความสูงกล่อง
ตำแหน่ง: สัญลักษณ์ของสรรพคุณและขนาดรับประทานวางไว้ที่จุดเดิมเสมอ
การใช้สี: อิงตามหลักสากลมากกว่าความชอบส่วนตัว เช่น แคลเซียมใช้สีฟ้า / วิตามินซีใช้สีเหลือง
ส่ส่งผลให้สินค้าทั้ง 8 Series ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม เม็ดฟู่, SHOT, แคลเซียม, แม่และเด็ก, โปรตีน, สเปรย์, Sport หรือ Performance สามารถคุมทิศทางให้อยู่ในธีมเดียวกันได้ทั้งหมด
ต่อยอดสู่สื่อหน้าร้านและบูธกิจกรรม ระบบนี้ถูกนำไปใช้กับสื่อ Point of Sale (POS) หน้าร้าน โดยวางจังหวะกวาดสายตาแบบ แบรนด์ ข้อความ Call to Action เพราะเวลาตัดสินใจซื้อหน้าชั้นวางมีแค่ 3 วินาที เท่านั้น
รวมถึงระบบบูธขนาด 3×3 เมตร ที่ออกแบบเป็นโมดูลาร์ล่วงหน้า พนักงานสามารถประกอบบูธให้ตรงตามตัวตน ของแบรนด์ได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่ง Designer มาคุมงานเลย

คุมแบรนด์อยู่หมัด: ทั้งบนหน้าจอและสื่อออนไลน์
พอระบบ Design ลงตัว FYTT ก็ยกไปใช้บนออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องออกแบบใหม่ให้เสียตัวตน:
Website และ Social: การวางบน Website ใช้กรอบสี่เหลี่ยมสีเขียวกับแทบทรง “เม็ดยา” เน้นเมนู ส่วน Social ยึดกฎ “เน้นเรื่องไลฟ์สไตล์ก่อน ค่อยพูดเรื่องสินค้า” โพสต์ละ 1 ประเด็นชัดๆ และใช้ Mood & Tone เดียวกันหมดทุกช่องทาง (FB / IG / LINE)
คุมมาตรฐานทั้งหมดด้วยคู่มือการสื่อสารแบรนด์ (FYTT Communication Manual): สรุปกฎทั้งหมดไว้ในคู่มือ 9 หมวด มีตั้งแต่โครงสร้าง ระยะปลอดภัย ไปจนถึงเส้นไดคัท จุดไหนต้องเป๊ะก็ล็อกไว้ ส่วนจุดที่สร้างสรรค์เพิ่มได้ก็เปิดยืดหยุ่นให้ทีมทำงานต่อได้ง่าย
จากเดิมที่เป็นสินค้ากล่องละทิศละทาง วันนี้ FYTT กลายเป็น 1 ระบบ Design ที่พร้อมไปต่อ มีอัตลักษณ์ที่จำง่ายจากลายเส้นตัวเอง และมีสินค้าทั้ง 8 ซีรีส์ที่วางคู่กันแล้วดูเป็นครอบครัวเดียวกันชัดเจน

Team
Sébastien Maleville
Creative Director
Saranya Kittidechachan
Brand & Graphic Designer
